เตรียมสอบบรรจุ ครู ผู้บริหาร :กฎหมาย ระเบียบ แนวข้อสอบ

สวัสดีค่ะ ที่นี่เป็นมุมระเบียบแนวปฏิบัติ สำหรับครู แต่ไม่รู้เด็กๆ จะชอบกันบ้างรึเปล่า เอาเป็นว่าครูชอบละกันคะ

ครูกบ


สามารถรับชมข่าว จาก NHK News คลิก

รวมกฎหมายการศึกษา 7 (สำนักนิติการ สป.ศธ.)

@พระราชบัญญัติอาชีวศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๑ (๕ มี.ค. ๕๑) @พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. ๒๕๕๑ (๓ มี.ค. ๕๑)

@พระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. ๒๕๕๑ (๔ มี.ค. ๕๑)

@พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ (๒๐ ก.พ. ๕๑)

@พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ (๒๕ ม.ค. ๕๑)

@พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ (๒๐ ก.พ. ๕๑)

@พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๑ (๕ ก.พ. ๕๑)

@พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๑ (๒๕ ม.ค. ๕๑)

@พระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. ๒๕๕๑ (๕ ก.พ. ๕๑)

@พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ (๑๑ ม.ค. ๕๑)

@พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐

@พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการครูและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร
ซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๕๐

@พระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. ๒๕๓๙ (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๙ (๑๖ ส.ค. ๔๙)

@พระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๘

@พระราชกฤษฎีกายกเลิกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการช่วยเหลือบุตร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๘

@พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ (๑๒ พ.ย. ๔๗)

@พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ (๒๓ ธ.ค. ๔๗)

@พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ (๒๓ ธ.ค. ๔๗)

@พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๗ (๒๓ ธ.ค. ๔๗)

@พระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ (๒๓ ธ.ค. ๔๗)

@พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ (๖ ก.ค. ๔๖)

@พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ (๒ ต.ค. ๔๖)

@พระราชบัญญัติครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ (๑๑ มิ.ย. ๔๖)

@พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. ๒๕๔๕ (๓๑ ธ.ค. ๔๕)

@พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ (๑๙ ธ.ค. ๔๕)

@พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒

@พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ (๓๐ ธ.ค. ๔๖)

กฎกระทรวงที่ออกตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

@กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการนับอายุเด็กเพือเข้ารับการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. ๒๕๔๕

@กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการนับอายุเด็กเพือเข้ารับการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. ๒๕๔๕

@กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้คนพิการมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก
สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๕

@กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. ๒๕๔๕

@กฎกระทรวงว่าด้วยการแบ่งระดับและประเภทของการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๔๖

@กฎกระทรวงว่าด้วยการแบ่งระดับและเทียบระดับการศกึษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. ๒๕๔๖

@กฎกระทรวงว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๔๖

@กฎกระทรวงว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖

@กฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการศึกษาเฉพาะทาง พ.ศ. ๒๕๔๗

@กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิของสถานประกอบการในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ. ๒๕๔๗

@กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว พ.ศ. ๒๕๔๗

@กฎกระทรรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยสถาบันพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๔๘

@กฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๐

@กฎกระทรวงกำหนดจำนวนหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาสำหรับผู้เรียนมีความสามารถพิเศษ พ.ศ. ๒๕๕๐

@กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้คนพิการมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก
@สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๐

กฎกระทรวงที่ออกตามพรบ.ครูและบุคลากรทางการศึกษา

@กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และกรรมการ
ผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน ก.ค.ศ. พ.ศ. ๒๕๔๘

@กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาของอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และอนุกรรมการ
ผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ใน ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘

@กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยอำนาจการลงโทษ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือนหรือลดขั้นเงินเดือน พ.ศ. ๒๕๔๙

@กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยโรค พ.ศ. ๒๕๔๙

@กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง พ.ศ. ๒๕๔๙

@กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการกำหนดระดับตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ของตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตาม ม. ๓๘ ค. (๒) พ.ศ. ๒๕๔๘

@กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ. ๒๕๕๐

@กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการเลื่อนขั้นเงินเดือน พ.ศ. ๒๕๕๐

@กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำส่วนราชการหรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๐

@กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๐

@กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการสั่งการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารับเงินเดือนในอัตรา
กำลังทดแทน พ.ศ. ๒๕๕๑ (๑๑ เมษายน ๒๕๕๑)

กฎกระทรวงที่ออกตามพรบ.รบ.บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ

@กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ แก้ไขปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๔๘

@กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖

@กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖

@กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖

@กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖

@กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖

@กฎกระทรวงกำหนดจำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการสรรหา การเลือกกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งในคณะกรรมการสภาการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖

@กฎกระทรวงกำหนดจำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการสรรหา
การเลือกประธานกรรมการ และกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่ง
ของกรรมการในคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๔๖

@กฎกระทรวงกำหนดจำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการสรรหา
การเลือกประธานกรรมการ และกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่ง
ของกรรมการในคณะกรรมการ การอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖

@กฎกระทรวงกำหนดจำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการสรรหา
การเลือกประธานกรรมการ และกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่ง
ของกรรมการในคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖

@กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖

@กฎกระทรวงกำหนดจำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา
การเลือกประธานกรรมการ และกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่ง
ของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖

@กฎกระทรวงกำหนดจำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้น จากตำแหน่งของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๔๖

@กฎกระทรวรงว่าด้วยการจัดการึกษาระดับอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญารูปแบบวิทยาลัยชุมชน พ.ศ. ๒๕๔๖

@กระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งส่วนราชการภายในสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น พ.ศ. ๒๕๔๗

@กฎ กระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและลักษณะของงานที่จะให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบ ปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น พ.ศ. ๒๕๔๗

@กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗

@กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗

@กฎกระทรวงกำหนดจำนวน หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาของคณะกรรมการติดตาม
ตรวจสอบ ประเมินผลและนิเทศการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘

@กฎกระทรวงกำหนดจำนวน หลักเกณฑ์และวิธีการได้มาของคณะกรรมการติดตาม
ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๘

@กฎกระทรวงกำหนดจำนวน หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาของคณะกรรมการส่งเสริม สนับสนุนและประสานความร่วมมือการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. ๒๕๔๘

@กฎกระทรวงกำหนดจำนวน หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาของคณะกรรมการการศึกษาพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๘

@กฎกระทรวงว่าด้วยการแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๘

@กฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘

@กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดระบบงาน
และกิจกรรมในการแนะแนว ให้คำปรึกษาและฝึกอบรมแก่นักเรียน นักศึกษาและผู้ปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๘

@กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ

@ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ตัวชี้วัดและระดับคุณภาพ
ในการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
พ.ศ. ๒๕๔๗

@บัญชี แนบท้ายประกาศประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ตัวชี้วัดและระดับคุณภาพในการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗

@ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง บัตรประจำพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘

@ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘

@ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. ๒๕๔๘

@ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอนุปริญญา พ.ศ. ๒๕๔๘

@ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘

@ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรือง แบ่งส่วนราชการสำนักเขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘

@ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง วิธีการและเงื่อนไขการแสดงถึงความสมัครใจ
ให้โอนสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๙

@ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แบ่งส่วนราชการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ฉบับที่ ๒)
พ.ศ. ๒๕๕๐

 

แหล่งค้นระเบียบกฎหมาย
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
+ เครือข่ายกฎหมายมหาชน
ปรับปรุงพัฒนากฎหมาย
+ หน่วยงานสถาบันด้านกฎหมาย
หอสมุดกฎหมาย
+ รวมกฎหมายทุกประเภท
สำนักงานข้าราชการพลเรือน
+ สำนักงาน ก.ค.ศ.
กฎหมายครูคุรุสภา
+ กฎหมายสำนักนิติกรสพฐ.
รวมกฎหมายสภาการศึกษา
+ รวมกฎหมายการศึกษา
สำนักงานอัยการสูงสุด
+ รฐสภาไทย
สถาบันพระปกเกล้า
+ สภาทนายความ

 

กรมราชทัณฑ์

+ เครือข่ายกฎหมายมหาชน

สำนักตรวจเงินแผ่นดิน

+ ศาลแพ่งกรุงเทพฯ

กฎหมายภาษีกรมสรรพากร

+ กรมบังคับคดี

มีชัยไทยแลนดอทคอม

+ ศาลปกครอง

+ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

+ พัฒนาการกฎหมายไทย

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

+ สำนักงาน ก.ค.ศ.

พรบ.ข้าราชการพลเรือน

+ กฏหมายการศึกษา

ราชกิจจานุเบกษา

 

มุมเตรียมสอบ..(ครู ผู้บริหาร)

แนวข้อสอบครูผู้ช่วย 53

ตัวอย่างข้อสอบสำหรับผู้บริหารออนไลน์ ดาวน์โหลดข้อสอบและคลิกที่ไฟล์เพื่อทำข้อสอบได้ค่ะ

ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 1 ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 6
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 2 ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 7
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 3 ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 8
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 4 ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 9
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 5 ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 10
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 11 ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 16
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 12 ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 17
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 13 ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 18
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 14 ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 19
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 15 ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 20
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 21 ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 26
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 22 ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 27
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 23 ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 28
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 24 ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 29
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 25 ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 30

เฉลยข้อสอบ ชุดที่ 1-40

ขอขอบคุณ ผู้จัดทำ นายวิเชียร ทองน้อ

แนวข้อสอบครูผู้ช่วย 53

แนวข้อสอบบรรจุครูวิชาเอกคอมพิวเตอร์

ตัวอย่างข้อสอบ

  • 1. บิดาแห่งคอมพิวเตอร์ คือ

1. ADA AUGUSTA 2. HERMAN HOLLERITH
3. CHARLES BABBAGE 4. BLAISE PASCAL

  • 2. บุคคลที่ได้รับการยกย่องให้เป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก คือ

1. ADA AUGUSTA 2. HERMAN HOLLERITH
3. CHARLES BABBAGE 4. BLAISE PASCAL

  • 3. โปรแกรมเมอร์คนแรกของโลกเป็นคนชาติใด

1. อเมริกา 2. แคนาดา
3. อังกฤษ 4. เยอรมัน

  • 4. คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในปัจจุบันมีแนวคิดในการสร้างมาจากใคร

1. ADA AUGUSTA 2. JOHN NAPIER
3. CHARLES BABBAGE 4. JOHN MAUCHLY

  • 5. ใครคือผู้ประดิษฐ์ตาราง Logarithms

1. ADA AUGUSTA 2. JOHN NAPIER
3. CHARLES BABBAGE 4. JOHN MAUCHLY

  • 6. ใครคือผู้ประดิษฐ์เครื่อง Difference Engine

1. ADA AUGUSTA 2. HERMAN HOLLERITH
3. CHARLES BABBAGE 4. JOHN MAUCHLY

  • 7. ผู้ประดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกเครื่องแรกของโลก คือ

1. ADA AUGUSTA และ CHARLES BABBAGE
2. JOHN NAPIER และ HOWARD AIKEN
3. JOHN MAUCHLY และ PRESPER ECKERT
4. BLAISE PASCAL และ HERMAN HOLLERITH

  • 8. WILLIAM OUGHTRED นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ เป็นผู้ประดิษฐ์

1. ลูกคิด 2. สไลด์รูล
3. เครื่องหาผลต่าง 4. ลอการิทึม

  • 9. “Automatic Sequence Controlled Calculator (ASCC)” คือ

1. MARK I 2. MARK II
3. ENIAC 4. EDVAC

  • 10. เครื่องคำนวณอัตโนมัติเครื่องแรกของโลก คือ

1. MARK I 2. MARK II
3. ENIAC 4. EDVAC
__________________________________________________________________

1.วิชาความรอบรู้ (สังคม เศรษฐกิจ ศาสนาและวัฒนธรรม)
http://www.uploadfile.biz/file/?i=XEEWMEIEIDXZII
http://www.uploadfile.biz/file/?i=XEEWMEIEIDDEEX2.เนื้อหาเกี่ยวกับกฏหมายการศึกษา
http://www.uploadfile.biz/file/?i=XEEWMEIEIDWWDM3.วิชาการศึกษา
http://www.uploadfile.biz/file/?i=XEEWMEIEIDWNXI

4.สรุปข่าวความเคลื่อนไหว
http://www.uploadfile.biz/file/?i=XEEWMEIEIDWZWV

แนวข้อสอบผู้บริหารฯ ภาค ก จากเว็บไซต์ 200 ข้อ เฉลยในตัวคลิกtestdirectorkey

แนวข้อสอบบรรจุครูผู้ช่วย 100 ชุด 3000 ข้อ (โหลดฟรี)รวมแนวข้อสอบเตรียมผู้บริหารสถานศึกษาภาค ก ข (ชุด 1-3)
รวมแนวข้อสอรวมแนวข้อสอบผู้บริหารสถานศึกษาจากเว็บไซต์ (ชุดที่1-13)รวมแนวข้อสอบผู้บริหารสถานศึกษาจากเน็ต (ชุดที่1-8)
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 31
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 32
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 33
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 34
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 35
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 36
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 37
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 38
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 39
ตัวอย่างข้อสอบภาค ข ชุดที่ 40
เฉลยข้อสอบ ชุดที่ 1-40
ข้อสอบสำหรับครูผู้ช่วย ..คลิกข้างล่างค่ะ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล

http://school.obec.go.th/sup_br3/testkroo53

http://www.sobkroo.com

http://www.krupunmai.com

ที่มา http://www.sobkroo.com

งานหลักสูตร
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ฉบับสมบูรณ์ พร้อมทั้งมาตรฐานการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหลักสูตรฉบับสมบูรณ์ 4 สี (ดาวน์โหลด PDF File) แนว ทางการใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 และการจัดทำหน่วยอิงมาตรฐานโดยเทคนิค Backward Design อัพเดทล่าสุด (ดร.เฉลิม ฟักอ่อน) Website หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลาง ฯ

กลุ่มสาระการเรียนรู้

สาระสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา

+ การใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551
สรุปสาระสำคัญของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551
+ สาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
สาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานและเทคโนโลยี
+ สาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
สาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา พลศึกษา
+ สาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมฯ
สาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
+ สาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
สาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
การเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ : ปฏิรูปการศึกษาที่สำคัญยิ่ง
+ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551
การออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับ(ดรเฉลิม ฟักอ่อน 2550)
+ หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน 2551 วัดผลการเรียนรู้อย่างไร

หลักสูตรมาตรฐานสากล (World Class)

โรงเรียนมาตรฐานสากล. (WorldClass Standard School).1. ลักษณะการเป็นมาตรฐาน สากล ประกอบด้วย1) การจัดการเรียนการสอน. 2) บริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ

มาตรฐานสากล WORLD-CLASS-STANDARD-SCHOOL คลิกที่นี้เพื่อดาวโหลด

โรงเรียนมาตรฐานสากล (World Class Standard School).pdf
โรงเรียนมาตรฐานสากล (World Class Standard School).doc
โรงเรียนมาตรฐานสากล (World Class Standard School).ppt
worldclass.pdf – Books โรงเรียนมาตรฐานสากล world class standard school

1wcs.pdf – Books แนวทางการจัดการเรียนรู้ ในโรงเรียนมาตรฐานสากล

develop2standard_school.pdf – Books การพัฒนาโรงเรียนสู่มาตรฐาน

B_1.pdf – Books คู่มือการขับเคลื่อนกลยุทธ์

projet_18-19_oct.pdf – Books โครงการสัมมนาเรือง “การใช้ภาษาต่างประเทศที2

B_4.pdf – Books คู่มือการพัฒนา หลักสูตรและการสอน

cur_20081126211345.pdf – Books หลักสูตรอิงมาตรฐาน ภาพนิ่ง

ไฟล์เอกสารตัวชี้วัด โรงเรียนมาตรฐานสากล (WorldClass Standard

http://thanchal.blogspot.com/2010/03/blog-post_16.html

http://gotoknow.org/blog/nuirw/372469

งานบริหารทั่วไป
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษา
สาระสำคัญของมาตรฐานการตรวจสอบภายในของส่วนราชการ
คู่มือการตรวจสอบภายในสถานศึกษา สพฐ
คู่มือส่งเสริมการบริหารสถานศึกษานิติบุคคลของกระทรวงศึกษาฯ
แนวทางบริหารโรงเรียนนิติบุคคล
เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพสถานศึกษา 3Dเกณฑ์ http://www.moe.go.th/moe/upload/news18/FileUpload/13993-2597.pdf
แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552-2559) : ฉบับสรุปดาวน์โหลดไฟล์
แผนงานด้านการศึกษาตามแผนนิติบัญญัติแห่งชาติ ดาวน์โหลดไฟล์
+
แผ่นพับนโยบายการศึกษา(นายชิณวรณ์ บุญยเกียรติ) ดาวน์โหลดไฟล์
+
แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง สพฐ. 2555 (SP2)
+
แผนนโยบายการศึกษา
แผนนิติบัญญัติ พ.ศ. 2552 – 2554นโยบายที่ ๒ นโยบายความมั่นคงของรัฐนโยบายที่ ๓ นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิตนโยบายที่ ๔ นโยบายเศรษฐกิจนโยบายที่ ๕ นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนโยบายที่ ๖ นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม

นโยบายที่ ๗ นโยบายการต่างประเทศ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

นโยบายที่ ๘ นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

ดาวน์โหลดไฟล์

+ แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553 สพฐเรื่อง : เอกสารแผนปฏิบัติการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553
เนื้อหา : หนังสือประทับตรา ที่ ศธ 04006/ ว1454 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2553 จัดส่งไฟล์เอกสารแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553ไฟล์แนบจาก สพฐ.http://www.obec.go.th/store_files/2010719105623.ziphttp://www.obec.go.th/store_files/2010719105637.zipคลิกไฟล์แนบจากเว็บนี้ ดาวน์โหลดไฟล์
Roadmap ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษารอบ2สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้รายงานความก้าวหน้า ร่าง Road Map เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ซึ่งจะดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ – ๒๕๕๗ มีทั้งหมด ๔ แผน ได้แก่๑) แผนพัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ มี ๓๐ โครงการ มีการจัดตั้งงบประมาณ จำนวน ๑๕,๗๙๘ ล้านบาท๒) แผนพัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่ มี ๙ โครงการ มีการจัดตั้งงบประมาณ จำนวน ๗,๓๙๓ ล้านบาท๓) แผนพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ มี ๑๒ โครงการ มีการจัดตั้งงบประมาณ จำนวน ๙,๔๔๓ ล้านบาท๔) แผนพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ มี ๑๗ โครงการ มีการจัดตั้งงบประมาณ จำนวน ๗๖,๘๑๕ ล้านบาท

ร่างแผน Roadmap ที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปศึกษาในทศวรรษที่สอง เป็นแผนที่กำหนดให้มีเจ้าภาพหลักที่ชัดเจนในแต่ละโครงการว่าองค์กรใดจะเป็น เจ้าภาพหลัก นอกจากนั้นจะมีเจ้าภาพร่วม ที่จะต้องดำเนินการให้แผนปฏิบัติการที่ได้กำหนดเอาไว้ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ที่ได้กำหนด มีรายละเอียดของแผนที่สำคัญที่จะต้องให้เกิดผลอย่างแท้จริง ดังนี้

แผนพัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่

มี แผนงานที่สำคัญ เช่น แผนงานเพิ่มสัมฤทธิผลทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน แผนงานส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ สู่มาตรฐานสากล และแผนงานส่งเสริมการอ่าน เป็นต้น

แผนพัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่

มีแผนงานที่สำคัญ เช่น แผนงานการจัดระบบงานผลิตครูเพื่อส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนรู้ แผนงานการจัดระบบการพัฒนาครูเพื่อศิษย์ เพื่อส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน และแผนงานจัดระบบการใช้ครูอย่างมีประสิทธิภาพ

แผนพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่

มีแผนงานที่สำคัญ เช่น แผนพัฒนาแหล่งเรียนรู้ราคาถูก (กศน.ตำบล) แหล่งเรียนรู้นอกระบบและตามอัธยาศัย เช่น ศูนย์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ การพัฒนาอาชีพในสถานประกอบการ จะต้องดำเนินการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาโดยคำนึงถึงความพึงพอใจของผู้ประกอบ การ ดังนั้น ระดับอาชีวศึกษาจะมีทวิภาคี หรือ ระดับอุดมศึกษาจะมุ่งเน้นในเรื่องของสหกิจศึกษาที่จะเป็นหุ้นส่วนทางการ ศึกษาที่สำคัญต่อไป

แผนพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่

มี แผนงานที่สำคัญ เช่น การขยายสิทธิและโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน แผนงานการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการบริหารและจัดการศึกษา และแผนงานปฏิรูประบบทรัพยากรเพื่อจัดการศึกษา

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จะนำเสนอ ร่าง Roadmap ต่อ คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา (กขป.) และคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กนป.) เพื่อให้ความเห็นชอบ หลังจากนั้นจะให้ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผน

+ .แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552-2559) : ฉบับสรุปดาวน์โหลดไฟล์
แผนงานด้านการศึกษาตามแผนนิติบัญญัติแห่งชาติ ดาวน์โหลดไฟล์
+ แผ่นพับนโยบายการศึกษา(นายชิณวรณ์ บุญยเกียรติ) ดาวน์โหลดไฟล์
นโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ (สพฐ.)
+ โครงการโรงเรียนดีประจำตำบล ดาวน์โหลดไฟล์
นโยบายการศึกษารมต.ศธ.(ชินวรณ์ บุณยเกียรติ)
+ เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพสถานศึกษา 3Dเกณฑ์ http://www.moe.go.th/moe/upload/news18/FileUpload/13993-2597.pdfโลโก้ http://www.moe.go.th/moe/upload/news18/FileUpload/13993-3798.jpgนโยบาย 3 ดี http://www.sobkroo.com/img_news/file/1252112282.pdfดาวน์โหลดไฟล์
แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย ดาวน์โหลดไฟล์
+ โครงการห้องสมุด 3 ดี ด
แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง สพฐ. 2555 (SP2) สรุปแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 (แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 : SP2)สำนัก งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้จัดทำโครงการเร่งรัดการลงทุนด้านการศึกษาและการเรียนรู้อย่างบูรณาการ เพื่อสนับสนุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 (แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 : SP2) โดยมีกรอบวงเงินรวมทั้งสิ้น 69,098.2480 ล้านบาท จำแนกเป็นงบลงทุน 29,662.8813 ล้านบาท (42.39%) และงบดำเนินงาน 39,435.3667 ล้านบาท (57.07%)

รวม ปี 2553 ปี 2554 ปี 2555
69,098.2480 28,503.1760 21,313.4282 19,281.6438

โครงการและงบประมาณ จำแนกเป็น

1. สาขาการศึกษาประเภท 1
2. สาขาการศึกษาประเภท 2
3. สาขาการลงทุนระดับชุมชน

โครงการและงบประมาณ ปี 2553

สาขาการศึกษาประเภท 1

1. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพสถานศึกษา 660.0390 ล้านบาท

2. โครงการลงทุนด้านการศึกษาและการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์1,365.2400ล้านบาท

3. โครงการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนสู่มาตรฐาน 5,467.0740 ล้านบาท

4. โครงการสร้างจิตสำนึกความเป็นไทยเพื่อพัฒนาเด็กไทยอย่างยั่งยืน 2,969.7800ล้านบาท

5. โครงการพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษา(Education Hub)ในภูมิภาคอาเซียน215.0000 ล้านบาท

6. โครงการพัฒนาครูทั้งระบบ 6,989.9100 ล้านบาท

7. โครงการปัจจัยสนับสนุนด้านการศึกษา (โครงการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อการศึกษา) 7,949.8320 ล้านบาท

สาขาการศึกษาประเภท 2

1. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพของส่วนราชการกระทรวงศึกษาธิการ (สพฐ.) 2,269.3085 ล้านบาท

สาขาการลงทุนระดับชุมชน

การพัฒนาการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้

1. โครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทย 32.6000 ล้านบาท

2. โครงการจัดการเรียนการสอนอิสลามศึกษาในโรงเรียนของรัฐ 144.3952 ล้านบาท

3. โครงการสนับสนุนโรงเรียนคู่ขนานศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิค(ตาดีกา) 7.00 ล้านบาท

4. โครงการพัฒนาการเรียนรู้ระบบสองภาษา (ไทย-มลายู) 5.00 ล้านบาท

5. โครงการรินน้ำใจสู่น้องชาวใต้ 10.00 ล้านบาท

6. โครงการทุนการศึกษาภูมิทายาท 78.00 ล้านบาท

7. โครงการโรงเรียนอุปถัมภ์ (ครอบครัวอุปถัมภ์)30.00 ล้านบาท

8. โครงการศูนย์ครูใต้ 310.00 ล้านบาท

+ แผนยุทธศาสตร์ตามนโยบาย 3 ดี ดาวน์โหลดไฟล์
นโยบาย สพฐ.ปี 2552 ดาวน์โหลดไฟล์ นโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ (สพฐ.)ดาวน์โหลดไฟล์
คู่มือการดำเนินงานกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา(ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษาต้น ปลาย)
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการศึกษาโดย เน้นการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษา รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับต่างๆ ตามพื้นฐานการพัฒนาแบบเครือข่ายมีส่วนร่วม จึงได้มีนโยบายจัดตั้งกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา ปฐมวัย จังหวัด กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการประถมศึกษา จังหวัด กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัด กลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัด และศูนย์พัฒนาการจัดการศึกษาปฐมวัย/ศูนย์ พัฒนากลุ่มสาระการเรียนรู้ขึ้น เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นแกนนำด้านความก้าว หน้าในการพัฒนากลุ่มสาระการเรียนรู้ และเป็นแกนกลางในการระดมพลังวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่าง เป็นรูปธรรมโดยมีเป้าหมายการยกระดับคุณภาพให้เห็นการพัฒนาอย่างชัดเจนภายใน ระยะ 3 – 5 ปี ตลอดจนมีบทบาทสำคัญในการดำเนินการเชื่อมโยงประสานสัมพันธ์กันเป็นเครือข่ายทางวิชาการดัง นั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงได้จัดทำเอกสารคู่มือการดำเนิน งานกลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาระดับต่างๆ และศูนย์พัฒนากลุ่มสาระการเรียนรู้จังหวัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษาโดยเฉพาะการพัฒนาผู้เรียน พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัด ให้บรรลุผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพทั้งระบบ อันจะส่งผลต่อการพัฒนาชาติแบบยั่งยืนและทำให้ประเทศสามารถก้าวทันต่อการ เปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน
+
ความเหมาะสมกับตำแหน่ง
มาตรฐานการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษามาตรฐานที่ 1 ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพการบริหารการศึกษา
หมาย ถึง การเข้าร่วมเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพ ด้วยการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาวิชาชีพ ได้แก่ การเป็นผู้ริเริ่ม ผู้ร่วมงาน ผู้ร่วมจัดงานหรือกิจกรรม รวมทั้งการเป็นผู้เสนอผลงานและเผยแพร่ผลงานขององค์กร เพื่อให้สมาชิกยอมรับและเห็นคุณประโยชน์ของผู้บริหารที่มีต่อการพัฒนาองค์กร ตลอดจนการนำองค์กรให้เป็นที่ยอมรับของสังคมโดยส่วนรวมมาตรฐานที่ 2 ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับการพัฒนาของบุคลากร ผู้เรียน และชุมชน
หมายถึง มี การตัดสินใจในการทำงานต่าง ๆ เพื่อผลการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย การตัดสินใจของผู้บริหารต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการ กระทำผลของการกระทำ เนื่องจากการตัดสินใจของผู้บริหารมีผลต่อองค์กรโดยส่วนรวม ผู้บริหารจึงต้องเลือกแต่กิจกรรมที่จะนำไปสู่ผลดี ผลทางบวก ผลต่อการพัฒนาของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และระมัดระวังไม่ให้เกิดผลทางลบ โดยมิได้ตั้งใจ ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่ความไว้วางใจ ความศรัทธา และความรู้สึกเป็นที่พึ่งได้ของบุคคลทั้งปวงมาตรฐานที่ 3 มุ่งมั่นพัฒนาผู้ร่วมงานให้สามารถปฏิบัติงานได้เต็มตามศักยภาพ
หมายถึง การ เป็นผู้บริหารมืออาชีพต้องหาวิธีพัฒนาผู้ร่วมงาน โดยการศึกษา จุดเด่น จุดด้อยของผู้ร่วมงานกำหนดจุดพัฒนาของแต่ละคน และเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมกับการพัฒนาด้านนั้น ๆ แล้วใช้เทคนิคการบริหารและการนิเทศภายในให้ผู้ร่วมงานได้ลงมือปฏิบัติจริง และลงมือปฏิบัติจนเป็นผลให้ศักยภาพของผู้ร่วมงานเพิ่มพูนพัฒนาก้าวหน้าอย่าง ไม่หยุดยั้ง นำไปสู่การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้มาตรฐานที่ 4 พัฒนาแผนงานขององค์กรให้สามารถปฏิบัติได้เกิดผลจริง
หมายถึง การ วางแผนงานขององค์กรได้อย่างมียุทธศาสตร์ เหมาะสมกับเงื่อนไขข้อจำกัดของผู้เรียน ครู ผู้ร่วมงานชุมชน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบาย แนวทาง เป้าหมายของการพัฒนา เมื่อนำไปปฏิบัติจะเกิดผลต่อการพัฒนาอย่างแท้จริง แผนงานต้องมีกิจกรรมสำคัญที่นำไปสู่ผลของการพัฒนา ความสอดคล้องของเป้าหมายกิจกรรม และผลงานถือเป็นคุณภาพสำคัญที่นำไปสู่การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพสูง มีความคุ้มค่าและเกิดผลอย่างแท้จริงมาตรฐานที่ 5 พัฒนาและใช้นวัตกรรมการบริหารจนเกิดผลงานที่มีคุณภาพสูงขึ้นเป็นลำดับ
หมายถึง การ เป็นผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องมีความรู้ในการบริหารแนวใหม่ ๆ เลือกและปรับปรุง ใช้นวัตกรรมได้หลากหลายตรงกับสภาพการณ์ เงื่อนไข ข้อจำกัดของงานและองค์กร จนนำไปสู่ผลได้จริงเพื่อให้องค์กรก้าวหน้าพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้ร่วมงานทุกคนได้ใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ มีความภาคภูมิใจในผลงานร่วมกันมาตรฐานที่ 6 ปฏิบัติงานขององค์การโดยเน้นผลถาวร
หมายถึง การเลือกและใช้กิจกรรมการบริหารที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของ บุคลากรและองค์กร จนบุคลากรมีนิสัยในการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และต้องมีความเพียรพยายาม กระตุ้น ยั่วยุ ท้าทาย ให้บุคลากรมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ชื่นชมผลสำเร็จเป็นระยะๆ โดยเริ่มจากการริเริ่ม การร่วมพัฒนา การสนับสนุนข้อมูล และให้กำลังใจให้บุคลากรศึกษา ค้นคว้า ปฏิบัติ และปรับปรุงงานต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง จนเกิดเป็นค่านิยมในการพัฒนางานตามภาวะปกติอันเป็นบุคลิกภาพที่พึงปรารถนา ของบุคลากรและองค์กร รวมทั้งบุคลากรทุกคนชื่นชมและศรัทธาในความสามารถของตนมาตรฐานที่ 7 รายงานผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างเป็นระบบ
หมายถึง มี ความสามารถนำเสนอผลงานที่ได้ทำสำเร็จแล้วด้วยการรายงานผลที่แสดงถึงการ วิเคราะห์งานอย่างรอบคอบ ครอบคลุม การกำหนดงานที่จะนำไปสู่ผลแห่งการพัฒนา การลงมือปฏิบัติจริง และผลที่ปรากฏมีหลักฐานยืนยันชัดเจน การนำเสนอรายงานเป็นโอกาสที่ผู้บริหารจะได้คิดทบทวนถึงงานที่ได้ทำไปแล้วว่า มีข้อจำกัดผลดี ผลเสีย และผลกระทบที่มิได้ระวังไว้ อย่างไร ถ้าผลงานเป็นผลดีจะชื่นชม ภาคภูมิใจได้ในส่วนใด นำเสนอให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้อย่างไร ถ้าผลงานยังไม่สมบูรณ์จะปรับปรุงเพิ่มเติมได้อย่างไร และจะนำประสบการณ์ที่ได้พบไปใช้ประโยชน์ในการทำงานต่อไป อย่างไร คุณประโยชน์อีกประการหนึ่งของรายงานที่ดี คือ การนำผลการประเมินไปใช้ในการประเมินตนเอง รวมทั้งการนำให้เกิดความรู้สึกชื่นชมของผู้ร่วมปฏิบัติงานทุกคน การที่ผู้ปฏิบัติงานได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสามารถและศักยภาพของตน เป็นขั้นตอนสำคัญอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่การรู้คุณค่าแห่งตน

มาตรฐานที่ 8 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี
หมายถึง การทำหน้าที่แนะนำ ตักเตือน ควบคุม กำกับดูแล บุคลากรในองค์กร การที่จะปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวให้ได้ผลดี ผู้บริหารต้องประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดี มิฉะนั้น คำแนะนำตักเตือน หรือการกำกับดูแลของผู้บริหารจะขาดความสำคัญ ไม่เป็นที่ยอมรับของบุคลากรในองค์กร ผู้บริหารที่ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในทุก ๆ ด้าน เช่นด้านคุณธรรม จริยธรรม ความยุติธรรม และบุคลิกภาพ จะมีผลสูงต่อการยอมรับของบุคลากร ทำให้เกิดความเชื่อถือศรัทธาต่อการบริหารงาน จนสามารถปฏิบัติตามได้ด้วยความพึงพอใจ

มาตรฐานที่ 9 ร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานอื่นอย่างสร้างสรรค์
หมายถึง การ เป็นบุคลากรสำคัญของสังคมหรือชุมชนที่สามารถจะชี้นำแนวทางการพัฒนาสังคมให้ เจริญก้าวหน้าตามทิศทางที่ต้องการผู้บริหารมืออาชีพต้องร่วมมือกับชุมชนและ หน่วยงานอื่นในการเสนอแนวทางปฏิบัติแนะนำปรับปรุงการปฏิบัติ และแก้ปัญหาของชุมชนหรือหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้เกิดผลดีต่อสังคมส่วนรวม ในลักษณะร่วมคิดร่วมวางแผน และร่วมปฏิบัติด้วยความเต็มใจ เต็มความสามารถ พร้อมทั้งยอมรับความสามารถ รับฟังความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ใช้ความสามารถของตนอย่างเต็ม ศักยภาพเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยและการร่วมมือกันในสังคม นำไปสู่การยอมรับและศรัทธาอย่างภาคภูมิใจ

มาตรฐานที่ 10 แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา
หมายถึง ความ เป็นผู้รอบรู้ ทันสมัย ทันโลก รู้อย่างกว้างขวาง และมองไกล ผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกทุก ๆ ด้าน จนสามารถสนทนากับผู้อื่นด้วยข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย และนำข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ได้รับ มาใช้ในการพัฒนางานและผู้ร่วมงาน การตื่นตัว การรับรู้ และการมีข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศเหล่านี้นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่องานพัฒนาแล้ว ยังนำมาซึ่งการยอมรับและความรู้สึกเชื่อถือของผู้ร่วมงาน อันจะเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ลึกซึ้งต่อเนื่องต่อไป

มาตาฐานที่ 11 เป็นผู้นำและสร้างผู้นำ
หมายถึง การ สร้างวัฒนธรรมขององค์กร ด้วยการพูดนำ ปฏิบัตินำ และจัดระบบงานให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมโดยการให้รางวัลแก่ผู้ที่ได้ทำงานได้ สำเร็จแล้ว จนนำไปสู่การพัฒนาตนเอง คิดได้เอง ตัดสินใจได้เอง พัฒนาได้เองของผู้ร่วมงานทุกคน ผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องแสดงออกอย่างชัดเจน และสม่ำเสมอเกี่ยวกับวัฒนธรรมขององค์กรเพื่อให้ผู้ร่วมงานมีความมั่นใจในการ ปฏิบัติจนสามารถเลือกการกระทำที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม แสดงออกและชื่นชมได้ด้วยตนเอง ผู้บริหารจึงต้องสร้างความรู้สึกประสพความสำเร็จให้แก่บุคลากรแต่ละคนและทุก คน จนเกิดภาพความเป็นผู้นำในทุกระดับ นำไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

มาตรฐานที่ 12 สร้างโอกาสในการพัฒนาได้ทุกสถานการณ์
หมายถึง ต้อง เป็นผู้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงสามารถปรับงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและ สามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้สอดคล้อง สมดุลและเสริมสร้างซึ่งกันและกัน ผู้บริหารมืออาชีพจึงต้องตื่นตัวอยู่เสมอมองเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และกล้าที่จะตัดสินใจดำเนินการเพื่อผลในอนาคต อย่างไรก็ตามการรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงนี้ ย่อมเป็นสิ่งประกันได้ว่าการเสี่ยงในอนาคตจะมีโอกาสผิดพลาดน้อยลง การที่องค์กรปรับได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ ย่อมเป็นผลให้องค์กรพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความก้าวหน้าของโลกตลอดไป

ที่มา : คัดจากมาตรฐานการปฏิบัติงาน คู่มือมาตรฐานวิชาชีพการศึกษา คุรุสภา

ผู้บริหารการศึกษามืออาชีพ
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารสถานศึกษา
+ บุคลิกภาพของผู้นำหรือผู้บริหาร
มารยาทในการเข้าสังคม
+ การเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพหลายคนอาจยังไม่เห็นคุณค่าของการพัฒนาบุคลิกภาพ …ต่อ ไปนี้เป็นคำถามที่จะช่วยทำให้เข้าใจ และเห็นได้ว่าบุคลิกภาพมีประโยชน์ต่อการพัฒนาความน่ามอง ความดูดี และความมีราคาของคนทุกคน ช่วยให้เป็นคนที่น่าคบ มีประสิทธิภาพ และมีความสุข ซึ่งทุกคนสามารถลงมือทำได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องผัดผ่อน แล้วความดูดีจะปรากฏขึ้นในบัดดลบุคลิกภาพสำคัญอย่างไรบุคลิกภาพ เป็นสิ่งที่ทำให้มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว เป็นวิถีแทนความคิดและการกระทำ สามารถสร้างความรู้สึกต่อผู้พบเห็นว่าชอบหรือไม่ชอบ หรือเกิดความรู้สึกต่อคนคนนั้นอย่างไร ทำให้คนเกิดความรู้สึกทางใจ หรืออารมณ์ โดยไม่ต้องใช้ความคิด สติปัญญา หรือการตัดสินใจที่ต้องใช้เหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น บุคลิกภาพที่ดีจึงเป็นทั้งเสน่ห์และอำนาจ และเป็นที่ชื่นชอบของคนโดยทั่วไป ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นๆ ได้อย่างราบรื่นบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงได้ไหมบุคลิกภาพ เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้เสมอ ยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์ที่ทุกคนต้องเข้าสู่สังคมโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การปรับบุคลิกภาพให้ได้มาตรฐานสากลจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ดังนั้นทำอย่างไรเราจึงจะเป็นบุคคลที่เป็นที่น่าเชื่อถือ ไว้วางใจ สง่างาม สดใส ทันสมัย และดูจริงใจ ก่อนอื่นเราต้องตระหนักว่าทุกสิ่งที่เราต้องการข้างต้นนั้นต้องเริ่มมาจาก ภายใน นั่นคือ ความคิด เมื่อคิดแล้วก็จะเกิดการแสดงออกผ่านทางภาพลักษณ์และน้ำเสียงที่ดี จนถ่ายทอดเป็นการกระทำที่ประทับใจ ต้องท่องไว้เสมอว่า ฉันจะเติมแต่งชีวิตให้มีความสุขทุกวัน

เคล็ดลับในการสร้างความน่าเชื่อถือ

ต้อง มาจากภาพลักษณ์ คือ เสื้อผ้าหน้าผมที่ดี ของใช้ที่เหมาะสม ภูมิฐาน ตลอดจนกิริยาในแต่ละอิริยาบถ ท่านั่ง ท่าเดิน ท่ายืน การไหว้ที่ดูดี ซึ่งจะเป็นดั่งเกราะที่ดึงดูดใจผู้พบเห็น นั่นคือมีมาดที่ดี เมื่อมาดดีย่อมทำให้เกิดความสง่างาม รู้สึกน่าไว้วางใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความสดใสด้วยสีหน้าที่มีชีวิตชีวา เทคนิคคือให้คิดว่าบนหน้าผากของคนที่เราพูดคุยด้วยมีคำว่า “ช่วยทำให้ฉันเป็นคนพิเศษหน่อยสิ” ติดอยู่

ส่วนเรื่องทันสมัยนั้น หมายถึง เราต้องเป็นคนทันโลก ทันเหตุการณ์ มีเรื่องราวเชิงบวกในการสนทนา ปัจจุบันใน 1 วัน หนึ่งในสี่งของระบบความคิดของคนจะคิดแต่เรื่องลบ เพราะฉะนั้นต้องสรรหาเรื่องที่น่าสนใจและสร้างสรรค์มาเป็นหัวข้อการพูดคุย ตลอดจนการแต่งกายก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนลุค เช่น อย่าไว้ผมทรงเดิมตลอด อย่าแต่งชุดโทนสีเดิมตลอด เป็นต้น

เราจะสื่อสารความจริงใจให้คนอื่นรู้ได้อย่างไร

สามารถ แสดงออกผ่านการพูดที่ให้เกียรติ ใช้สรรพนามและคำลงท้ายที่สุภาพ อ่อนหวานโดยต้องใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยน ท้ายประโยคมีการทอดเสียงไม่กระชาก ห้วน หรือเสียงแข็ง อีกทั้งไม่ควรพูดแบบอวดรู้ เช่น อยากจะแนะนำอะไรสักอย่างก็ให้ใช้คำว่าขออนุญาตให้ข้อมูลเพิ่มเติมแทน เป็นต้น พร้อมใช้สายตาหรือ Eye Contact โดย แนะนำให้มองตาข้างใดข้างหนึ่งของคู่สนทนา เพื่อแสดงความใส่ใจและทำให้สายตาดูอ่อนลงไม่เป็นการจ้องหน้ามากเกินไป อีกเรื่องที่สำคัญคือระยะห่าง ไม่ควรเข้าไปใกล้เกิน 1 ช่วงแขนในกรณีที่ไม่สนิท เพราะระยะนั้นเป็นระยะพื้นที่ส่วนตัว ถ้าจำเป็นให้ขออนุญาตด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ

มีองค์ประกอบอะไรบ้างที่เราต้องสร้างและพัฒนา ขอแนะนำสัก 7 ประการนะคะ

1.ความคิด : เป็น รากฐานสำคัญของความเป็นคนคนหนึ่ง บุคลิกภาพงอกงามออกมาจากความคิดค่ะ เช่น คิดว่าจะอยู่แบบพอเพียงเรียบง่าย เขาก็จะแสดงออกผ่านการแต่งกาย การซื้อข้าวซื้อของ เครื่องประดับ บ้านช่องห้องหับ และวิถีชีวิตแบบพอเพียง แต่ถ้าคิดอยากเด่นอยากดัง ก็จะต้องแต่งเนื้อแต่งตัวอีกแบบหนึ่ง พาตัวเองไปอยู่ในวงสังคมอีกแบบหนึ่ง ใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง ซึ่งต้องชัดเจนในตัวเองเสียก่อน ว่าเรามีความคิดแบบใด คำแนะนำของดิฉันก็คือ “นกน้อยทำรังแต่พอตัว” จึงต้องมองเห็นตัวเองแล้วกำหนดความคิดว่า เราควรจะมีชีวิตและดำเนินชีวิตแบบใด

2.เสื้อผ้า : ก่อน ที่เสื้อผ้าจะช่วยเสริมความดูดี คนคนนั้นต้องมีรูปร่างที่ดีเสียก่อน ดังนั้นต้องดูแลรูปร่างให้กระชับ สมส่วน จากนั้นจึงหาเสื้อผ้าที่ส่งเสริมรูปร่างและผิวพรรณมาสวมใส่ ช่วยให้ดูสดใส สวยงามสมวัย แม้รูปร่างไม่เพอร์เฟกต์ แต่เสื้อผ้าก็ช่วยลดจุดด้อยในตัวได้ เช่น ปิดบังสะโพกที่ใหญ่เกินไป แก้ไขเรื่องเอวที่ไม่มี ก้นที่แบน ขาที่ใหญ่ แขนที่อวบ คอที่สั้นหรือยาว ฯลฯ โดยเลือกแบบและลวดลายที่เหมาะสม คือไม่เน้นส่วนด้อยให้ยิ่งโดดเด่น เช่น ไม่สวมกางเกงหรือกระโปรงรัดรูปจนบั้นท้ายมหึมายิ่งตำตาผู้คน ไม่สวมกางเกงหรือกระโปรงสั้น จนขาติดมันของคุณเป็นที่หัวเราะ

3.ทรงผม : เลือก ทรงผมที่ส่งเสริมความโดดเด่นของใบหน้า และแก้ปัญหาส่วนด้อยไปด้วย เช่น หน้าผากกว้าง กรามใหญ่ ตาเล็ก คางสั้น ฯลฯ ขณะเดียวกันทรงผมก็ควรทันสมัย เสริมบุคลิกให้โดดเด่น น่ามอง และน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

4.เครื่องประดับ : อย่า ให้รกรุงรัง จนดูเหมือนหุ่นตั้งเครื่องประดับในร้าน เลือกเครื่องประดับที่ทันสมัย แบบจะหวือหวาหรือเรียบง่ายก็ดูจากชุดที่สวมใส่ สถานที่ และงานที่เรากำลังจะไป

5.รอยยิ้ม : เป็น เสน่ห์ที่ไม่ต้องลงทุนซื้อหา ใครที่มีรอยยิ้มประดับใบหน้า บ่งบอกว่ามีความเป็นมิตร เป็นคนอารมณ์แจ่มใส ผิดกับคนหน้าตาบูดบึ้งหรือเฉยชา ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เพราะไม่ชวนให้รู้สึกวางใจหรือประทับใจ จึงไม่อยากคบค้าหรือติดต่อประสานงานด้วย

6.คำพูด : พูด จาด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร เต็มใจพูด แจ่มใส จะทำให้คนที่เราพูดด้วยรู้สึกดี และสะท้อนความดูดีของตัวเราเอง ทุกครั้งที่พูดจงเต็มใจพูด พูดให้ไพเราะ สุภาพ น่าฟัง มีสาระ ใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่าย และให้เกียรติแก่ผู้ฟังด้วย

7.จิตใจ : จิต ใจที่ดีจะเป็นความดูดีที่ถาวรและเป็นเสน่ห์ที่ยั่งยืนมาก เราทุกคนอยากรู้จักคบหากับคนที่จิตใจดี จิตใจที่ดีต้องมองโลกในแง่ดี มองคนในแง่ดี และมีทัศนคติที่ดีต่อชีวิต มีความหวัง รู้จักให้ รู้จักแบ่งปัน มีคุณธรรมนำทาง ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร ไม่ให้ร้าย และไม่คิดร้ายกับใครทั้งสิ้น

ที่มา : โพสต์ทูเดย์

การพัฒนาบุคลิกภาพ
+ สมรรถนะข้าราชการพลเรือน
วิเคราะสมรรถนะบริหาร
+ การประเมินทีมงาน
เตรียมสอบสัมภาษณ์
+ เทคนิคการเตรียมตัวสอบคัดเลือกที่มีประสิทธิภาพ 1. เตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมสำหรับการสอบการ สอบแข่งขัน การสอบคัดเลือก การคัดเลือกในภาคราชการมีระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการด้วยระบบคุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการสอบ จึงต้องเตรียมความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน คือ1.1 จัดหาเอกสารหรือหนังสือสำหรับเตรียมสอบวิธีการหาหนังสือหรือเอกสารเตรียมสอบ มีดังนี้

  • หนังสือหรือเอกสารมีเนื้อหาที่ตรงตามหลักสูตรสอบแข่งขันฯ มีเนื้อหาสาระใหม่ ทันเหตุการณ์ปัจจุบัน
  • เลือกหนังสือทั้งที่เป็นเนื้อหาโดยละเอียด เนื้อหาสรุปและหรือหนังสือที่เป็นแบบฝึก
  • เลือกหนังสือหลายๆ เล่ม เจ้าของหรือผู้แต่งที่เชื่อถือได้
  • ควรเลือกหนังสือภาคความรู้ทั่วไป เช่น หนังสือวัดความถนัดต่าง ๆ เป็นตั้น พร้อมทั้งมีตัวอย่างแบบฝึกและข้อสอบ
  • ควรเลือกหนังสือเฉพาะเรื่อง ในภาคการศึกษา เช่น จิตวิทยาการศึกษา เทคโนโลยีการศึกษาหลักสูตรและการสอน เป็นต้น ส่วนมากจะมีในสถาบันการศึกษา และหนังสือเตรียมสอบทั่วไปซึ่งส่วนมากจะเป็นเนื้อหาโดยสรุป
  • ภาคกฎหมายการศึกษาหรือกฎหมายปฏิบัติราชการ หนังสือที่เหมาะคือหนังสือเตรียมสอบโดยทั่วไปเพราะมีทั้งเนื้อหาโดยละเอียด และสรุปไว้แล้ว มีตัวอย่างแบบทดสอบให้ทำด้วย
  • ภาควิชาเฉพาะวุฒิหรือวิชาเอก ควรเลือกหนังสือ ตำราเรียน หนังสือสรุปเนื้อหา หรือหนังสือเตรียมสอบเข้าเรียนระดับชั้นต่างๆ ไม่ควรยึดหนังสือเตรียมสอบฯเป็นหลักเพราะเนื้อหามีน้อย
  • หนังสือรวมข้อสอบฯ หรือหนังสือที่มีตัวอย่างข้อสอบให้ฝึกทำ ก็เป็นสิ่งจำเป็นควรมีไว้เพื่อฝึกทักษะการทำข้อสอบ เพื่อเป็นการทบทวนความรู้

1.2. วิธีการอ่านหนังสืออย่างไรให้จำได้เร็ว เทคนิคการอ่านหนังสือ มีดังนี้

  • ศึกษาหลักสูตรการสอบแข่งขันฯ ให้เข้าใจและจัดหมวดหมู่ของเนื้อหา หนังสือ
  • ภาคความรู้ความสามารถทั่วไป ควรศึกษาโดยวิธีฝึกทำข้อสอบ ดูเฉลยและทำความเข้าใจ เรื่องไหนที่ยากควรทำจุดสังเกตไว้ในหนังสือหรือบันทึกสรุปวิธีการหรือหลัก การหาคำตอบไว้ในสมุดบันทึกใช้ทบทวนในคราวต่อไป
  • วิชาการศึกษา ควรศึกษาเป็นเรื่องๆ ตามกรอบหลักสูตรสอบฯโดยใช้หนังสือหรือเอกสารหลายๆเล่มประกอบกัน ทำจุดสังเกตไว้ในหนังสือ หรือสรุปเนื้อหาไว้ในสมุดบันทึก ใช้ทบทวนในคราวต่อไป
  • วิชาเอกหรือวิชาเฉพาะวุฒิ ควรศึกษาในสองลักษณะ คือ ลักษณะการจัดการเรียนการสอนวิชานั้นและเนื้อหาสาระของวิชานั้นๆ ในประเด็นสำคัญ สรุปและบันทึกสาระสำคัญเอาไว้ ฝึกทำข้อสอบวิชานั้น ๆ
  • ควรวางแผนในการศึกษาหรืออ่านหนังสือทั้งในเรื่องสถานที่ เวลา เนื้อหาวิชาตามความถนัดและความสะดวกของตนเอง เวลาที่เหมาะสำหรับอ่านหนังสือที่บ้านควรจะเป็นตอนเช้าประมาณ 04.00 -06.00 นาฬิกา
  • นอกจากการศึกษาเอกสารแล้วสื่อเอกสารอย่างอื่นก็เป็นสิ่งจำเป็น เช่น การพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อน การสอบถามหรือปรึกษากับครู อาจารย์ หรือผู้รู้ฯ การเข้ารับการอบรมสัมมนา(ติวสอบฯ) เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรู้ความเคลื่อนไหวปัจจุบัน
  • การติดตามความเคลื่อนไหวทางการศึกษา สังคม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากเพราะเนื้อหาเหล่านี้จะกำหนดในหลักสูตรสอบฯ และออกข้อสอบทุกครั้ง

1.3. วางแผนในการสอบอย่างไรให้ได้ผล

ควรวางแผนการสอบตั้งแต่การเดินทาง การเข้าที่พัก การไปดูสนามสอบหรือห้องสอบ การทำข้อสอบและการเดินทางกลับ ดังนี้

  • ควรออกเดินทางไปถึงสถานที่หรือภูมิภาคสอบฯ อย่างน้อย 1วัน เพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อน ไปดูสนามสอบฯ
  • เตรียมเอกสาร วัสดุ อุปกรณ์ หรือของใช้ส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง สิ่งที่จะลืมไม่ได้ คือ บัตรประจำตัวผู้เข้าสอบฯ ปากกา ดินสอ และยางลบ (ใช้สำหรับฝนหรือระบายข้อสอบ) ยารักษาโรคประจำตัว(ถ้ามี) และหนังสือหรือสรุปย่อเนื้อหาที่ได้จัดทำไว้แล้ว
  • คืนก่อนสอบ ให้ทบทวนเนื้อหาตามหลักสูตรสอบฯ เล็กน้อย หลังจากนั้นให้รีบเข้านอน
  • ในวันสอบ หลังจากภารกิจส่วนตัวเรียบร้อย ควรไปถึงสนามสอบก่อนเวลาสอบ อย่างน้อย 1 ชั่วโมง
  • ก่อนถึงเวลาสอบประมาณ 5-10 นาที ควรตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง เข้าห้องน้ำทำภารกิจส่วนตัวให้เรียบร้อย
  • เมื่ออยู่ในห้องสอบให้ปฏิบัติตามระเบียบของการสอบ หรือตามที่กรรมการคุมห้องสอบชี้แจง ให้ตั้งสติ ให้ดี มีสมาธิและวางแผนการทำข้อสอบ

1.4. การบริหารจัดการระหว่างทำข้อสอบกรณีข้อสอบเป็นปรนัย (ชนิดตัวเลือก)

  • การบริหารเวลาในการสอบโดยตรวจสอบเวลาที่จะใช้ในการทำข้อสอบ แล้วคำนวณระยะเวลาในการทำข้อสอบ (โดยปกติมาตรฐานข้อสอบจะใช้เวลาทำข้อละ 1 นาที )ให้ชำเลืองดูนาฬิกาขณะทำข้อสอบเป็นระยะ ทำข้อสอบทีละข้อ โดยอ่านคำถามและทำความเข้าใจอย่างละเอียด
  • กรณีข้อสอบที่ต้องใช้วิธีคำนวณหรือจำเป็นต้องขีดเขียนเพื่อให้เกิดความเข้า ใจ ให้ขีดเขียนลงในกระดาษคำถามได้ (อย่าใส่ใจกับข้อห้ามที่บอกว่าห้ามขีดเขียนใดๆ ลงบนข้อสอบเกินไปนัก)
  • เมื่อทำข้อสอบครบทุกข้อแล้ว หากยังเหลือเวลาอย่าเพิ่งรีบออกจากห้องสอบให้กลับมาทบทวนข้อที่ยากหรือยังทำไม่ได้
  • หากใกล้หมดเวลาสอบแล้วยังทำไม่เสร็จ หรือข้อสอบจำนวนมาก ให้ใช้วิธีการเดา

1.5. การบริหารจัดการระหว่างทำข้อสอบกรณีข้อสอบเป็นอัตนัย (อธิบาย)

  • ตรวจสอบดูว่าข้อสอบมีกี่หน้า คำถามครบทุกข้อหรือไม่ และอ่านคำชี้แจงให้เข้าใจ โดยเฉพาะประเด็นให้ทำกี่ข้อ
  • ให้ทำข้อที่ง่ายก่อน วางกรอบหรือทิศทางของคำตอบว่าจะตอบอะไรก่อนหลัง ควรอธิบายให้ชัดเจน กะทัดรัด แต่ตรงประเด็นมากที่สุด ไม่ควรบรรยายแบบน้ำท่วมทุ่ง เพื่อให้ได้คำตอบมากๆ ครบจำนวนหน้ากระดาษเท่านั้น และควรเขียนอย่างบรรจง ประณีตที่สุดเท่าที่จะทำได้

1.6. การปฏิบัติตัวหลังจากสอบเสร็จ

ควรทำใจให้สบายถ้าหากเรามั่นใจและเตรียมตัวมาอย่าง ดี เราต้องสอบได้แน่ๆ หากเป็นเวลาพักเที่ยงควรรีบไปรับประทานอาหารกลางวันให้อิ่มและพักผ่อน หรือถ้าไม่มีสอบแล้วให้กลับไปพักผ่อนและเตรียมตัวสอบในวันถัดไป

2. เทคนิคการเลือกคำตอบที่ถูก

2.1. เทคนิคการเลือกคำตอบข้อสอบภาคความรู้ความสามารถทั่วไป

คือ ต้องรู้ หลักการ วิธีการคิด สูตรทางคณิตศาสตร์หรือพีชคณิต การฝึกทำข้อสอบประเภทนี้บ่อยๆ จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ทำให้รู้ จำ และเข้าใจหลักการ วิธีการคิด หรือสูตรการคิดได้อย่างรวดเร็วและจะทำเกิดความมั่นใจในที่สุด

2.2 เทคนิคการเลือกคำตอบข้อสอบภาคความสามารถเฉพาะตำแหน่ง

ลักษณะคำถาม 20 ประเภท ของข้อสอบภาคความสามารถเฉพาะตำแหน่ง โดยสรุปพอสังเขป ได้แก่

  • คำถามเกี่ยวกับพระบรมราโชวาท พระราชดำรัส แนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์
  • คำถามเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวหรือแนวโน้มใหม่ทางด้านการศึกษา
  • คำถามเกี่ยวกับความรอบรู้ (ความเคลื่อนไหวทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจและการปกครองและการต่างประเทศ)
  • คำถามที่เกี่ยวกับ มติหรือนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดให้มีในหลักสูตรการสอบแข่งขันหรือการคัดเลือก
  • คำถามเกี่ยวกับนโยบายหรือโครงการของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • คำถามเกี่ยวกับ หลักการ แนวคิด ทฤษฎีหรือสาระสำคัญ หลักการ ของเรื่องนั้นๆ
  • คำถามเกี่ยวกับ วัน เวลา จำนวน สถานที่หรือ ตัวเลข
  • คำถามเกี่ยวกับ บุคคล หน่วยงาน องค์กรที่ตนเองปฏิบัติงาน หรือหน่วยงานต้นสังกัด
  • คำถามที่มีคำว่า ไม่ ไม่ใช่ ผิด ไม่ถูกต้อง แตกต่างไปจากพวก หรือยกเว้น
  • คำถามที่เป็นมีศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือสำนวน ให้แปลความ หรืออธิบาย
  • คำถามที่มีประเด็นคำถามหลายประเด็นในข้อเดียวกัน
  • คำถามที่ถามถึงขั้นตอนการดำเนินงานหรือกิจกรรมต่างๆ
  • คำถามที่ถามถึงประเด็นที่สำคัญที่สุด
  • คำถามที่มีตัวเลือกถูกทุกข้อ หรือถูกหลายข้อ
  • คำถามวิเคราะห์ เช่น ความเข้าใจและการนำไปใช้, หลักการ หรือนิยามศัพท์, ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน, สาระตามข้อบัญญัติของระเบียบหรือกฎหมาย, เป้าหมาย ผลลัพท์ หรือผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา, ถ้อยคำ วลีที่เป็นตัวชี้วัดของประเด็นคำถาม

3. เทคนิคในการเข้าสอบสัมภาษณ์ การสอบสัมภาษณ์และการให้คะแนน จะพิจารณาในด้านต่างๆ ดังนี้

  • ประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน (ถ้ามี) ประสบการณ์การทำงาน (ถ้ามี)
  • บุคลิกภาพด้านต่างๆ รวมทั้งอุปนิสัยของผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู
  • ท่วงทีวาจา ปฏิภาณไหวพริบ
  • คุณธรรม จริยธรรม และเจตคติ
  • ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่
  • ความรู้ในเรื่องการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ
  • อื่นๆ ตามหน่วยงานผู้สอบฯกำหนด

การให้คะแนนของการสอบสัมภาษณ์โดยทั่วไป (คะแนนเต็ม 50 คะแนน ) การให้คะแนนของ กรรมการสอบสัมภาษณ์ จะกำหนดช่วงของคะแนนที่จะให้ไว้อย่างชัดเจน เช่น กำหนดความต่างของคะแนน ผู้เข้าสอบฯไม่เกิน 3 คะแนน ( ต่ำสุด 47 สูงสุด 49 ) หรือ 5 คะแนน (ต่ำสุด 45 สูงสุด 49) มักไม่นิยมให้คะแนนเต็ม 50 เพราะโดยหลักการแล้วจะไม่มีใครที่เยี่ยมยอด ดังนั้นผู้เข้าสอบสัมภาษณ์จึงไม่ต้องวิตกหรือกังวลมากนัก สิ่งที่ทำให้สอบได้หรือสอบตกไม่ได้อยู่ที่การสอบสัมภาษณ์แต่อยู่ที่การสอบ ข้อเขียนต่างหาก

ที่มา สอบครูดอทคอม

เตรียมตัวภาคความเหมาะสมทุกหลักสูตรของการสรรหาบุคคลเข้าสู่ตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ เช่น การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วย การคัดเลือกเพื่อเข้าสู้ตำแหน่งผู้บริหาร สถานศึกษาหรือผู้บริหารการศึกษา จะกำหนดให้มีการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง(หลักสูตรภาค ค) เพราะการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง เป็นการประเมินในด้านเจตคติ หรือเจตพิสัย และด้านทักษะ หรือทักษะพิสัยมากกกว่า ซึ่งบางครั้งไม่สามารถวัดพฤติกรรมด้านนี้จากการให้ทำแบบทดสอบ ตัวอย่าง เช่น หลักสูตรสอบแข่งขันเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นครูผู้ช่วย กำหนดให้มีการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง ในภาค ข ความเหมาะสมกับวิชาชีพ ส่วนที่ 2 การประเมินความเหมาะสมกับของบุคคล (คะแนน 50 จาก ทั้งหมด 500 คะแนน) โดยวิธีการสอบสัมภาษณ์ สังเกตจาก ประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา บุคลลิกภาพ การมีปฏิภาณไหวพริบ และการปฏิสัมพันธ์ หลักสูตรการคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษากำหนด ไว้ใน ภาค ค การประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง (คะแนน 100 จากคะแนนเต็มคะแนน) ประกอบด้วย ประเมินผลการปฏิบัติงาน ( 50 คะแนน) และการสอบสัมภาษณ์ ( 50 คะแนน) หรือ หลักสูตรการคัดเลือกผู้บริหารการ ศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กำหนดหลักสูตร ภาค ข การประเมิน สมรรถนะทางการบริหารและความเหมาะสมกับตำแหน่ง ประกอบด้วย การประเมินสมรรถนะทางการ บริหาร (100 คะแนน) การเหมาะสมกับตำแหน่ง (100 คะแนน) และประวัติ ผลงาน วิสัยทัศน์ และแนวทาง พัฒนาคุณภาพการศึกษา (100 คะแนน) ในส่วนของความเหมาะสมกับตำแหน่ง ให้ประเมินบุคคลด้วยวิธีที่ เหมาะสม ให้พิจารณาถึง บุคลิกภาพและท่วงที่วาจา ปฏิภาณไหวพริบ เจตคติทางการบริหารและวุฒิภาวะ แต่ขณะเดียวกัน การประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง ตามหลักสูตรคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาด้าน การประเมินผลการปฏิบัติงาน ผู้จัดการสอบ(อ.ก.ค.ศ) อาจจะประเมินประวัติ ผลงาน วิสัยทัศน์ และแนวทาง พัฒนาคุณภาพการศึกษาได้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะเห็นว่าสัดส่วนคะแนนภาคนี้ เป็นส่วนที่มีผลต่อการสอบผ่าน หรือไม่ผ่าน ดังนั้นผู้เตรียมตัวสอบเตรียมความพร้อมในด้านดังนั้น เพื่อให้มีความพร้อมในการเตรียมการเข้ารับการคัดเลือก เนื้อหาในส่วนนี้นอกจากจะแนะนำ การเตรียมตัว เพื่อรับการประเมินภาคความเหมาะสมแล้ว จะขอแนะนำการเตรียมตัวสอบภาคข้อเขียนหรือ ภาคความรู้ (การทำข้อสอบ) ด้วยรายละเอียด ดังนี้1. เทคนิคการเตรียมตัวสอบ

การสอบแข่งขัน การสอบคัดเลือก การคัดเลือก เป็นวิธีการสรรหาบุคคลเข้าทำงานทั้งในภาคเอกชนและภาคราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคราชการมีระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการสรรหาบุคคล เข้ารับราชการด้วยระบบคุณธรรม โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ การสอบคัดเลือก การคัดเลือก เป็นวิธีการที่ส่วนราชการใช้สรรหาบุคคลในระบบเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งโดยเฉพาะ ตำแหน่งสายหัวหน้างาน หรือผู้บริหาร มักจะมี หลักเกณฑ์ วิธีการ หลักสูตรเป็นไปตามกฎหมายของหน่วยงานนั้นๆ กำหนด เช่น การคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นผู้บริหารสถานศึกษา หรือผู้บริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ก.ค.ศ. ได้กำหนดให้มีสอบ ข้อเขียน และสอบสัมภาษณ์ โดยหลักสูตรสอบข้อเขียนประกอบด้วย ภาคความรอบรู้ สมรรถนะทางการบริหาร ความสามารถในการปฏิบัติงานในหน้าที่ หรือกฎหมายระเบียบการศึกษาและปฏิบัติราชการ และภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งโดยการประเมินผลงานหรือสอบสัมภาษณ์ โดยในแต่ละภาค ได้กำหนดเรื่องหรือหัวข้อที่จะวัดเอาไว้ เกณฑ์การผ่านและรายละเอียดอื่นๆ หรือการสอบคัดเลือก คัดเลือกเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ หรือเลื่อนตำแหน่งของ ก.พ. หรือส่วนราชการอื่นก็ทำนองเดียวกัน ทั้งนี้เป้าหมายของการสอบแข่งขัน ก็เพื่อให้ได้บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะ มีสมรรถนะและเจตคติที่ดี เข้ามาทำงานราชการนั่นเอง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการสอบ นั่นคือเป็นผู้ที่สามารถสอบได้หรือสอบผ่าน มีชื่อในบัญชีรายชื่อ ผู้สอบคัดเลือกได้ หรือผู้ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง ดังนั้นจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในหลายๆ ด้าน กล่าวคือ1.1 จะจัดหาเอกสารหรือหนังสือสำหรับเตรียมสอบอย่างไรหนังสือหรือเอกสารที่ใช้ในการอ่านเตรียมสอบเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมากเพราะหากมีหนังสือแต่
เป็นหนังสือที่เก่า ล้าสมัย เนื้อหาไม่ตรง หรือครอบคลุมตามหลักสูตสอบฯ ก็จะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้เกิดความสับสน ส่งผลต่อการสอบอย่างแน่นอน วิธีการหาหนังสือหรือเอกสารเตรียมสอบ มีดังนี้
1) หนังสือหรือเอกสารมีเนื้อหาที่ตรงตามหลักสูตรสอบคัดเลือก คัดเลือกฯ
2) เป็นหนังสือที่ใหม่ มีเนื้อหาสาระใหม่ ทันเหตุการณ์ปัจจุบัน หรือสาระในปัจจุบัน
3) ควรเลือกหนังสือทั้งที่เป็นเนื้อหาโดยละเอียด เนื้อหาสรุปและหรือหนังสือที่เป็นแบบฝึก
4) ควรเลือกหนังสือหลายๆ เล่ม เจ้าของหรือผู้แต่งที่เชื่อถือได้
5) ภาคความรู้ความสามารถทั่วไป ควรเลือกหนังสือประเภทนี้โดยเฉพาะ เช่น หนังสือวัดความถนัด ทางการเรียน หนังสือความสามารถทั่วไป หรือหนังสือประเภท Aptitude test ที่มีแบบฝึกหรือข้อสอบด้วย
6) ภาควิชาการศึกษา ควรเลือกหนังสือเฉพาะเรื่อง เช่น การบริหารการศึกษา เทคโนโลยีการศึกษา หลักการจัดการศึกษา หลักสูตรและการสอน การประกันคุณภาพการศึกษา สมรรถนะทางการบริหาร เป็นต้น ส่วนมากจะมีในสถาบันการศึกษา และหนังสือเตรียมสอบทั่วไปซึ่งส่วนมากจะเป็นเนื้อหาโดยสรุป
7) ภาคกฎหมายการศึกษาหรือปฏิบัติราชการ หนังสือที่เหมาะคือหนังสือรวมระเบียบ กฎหมาย หนังสือหรือคู่มือเตรียมสอบโดยทั่วไปเพราะมีทั้งเนื้อหาโดยละเอียดและสรุป ไว้แล้ว มีตัวอย่างข้อหรือ แบบทดสอบให้ฝึกทำด้วย
8) ภาคความรอบรู้ หรือการปฏิบัติงานในหน้าที่ หน่วยงาน สถานศึกษา ควรเลือกหนังสือ ที่เป็นคู่มือ การปฏิบัติงาน เอกสารเรื่องนั้นๆที่ทางราชการจัดขึ้นโดยเฉพาะ ไม่ควรยึดหนังสือเตรียมสอบฯเป็นหลักเพราะเนื้อหามีน้อย หรือหากเป็นข้อสอบที่นำมาเป็นตัวอย่าง บางข้ออาจจะเป็นข้อสอบเก่าล้าสมัย
9) หนังสือรวมข้อสอบฯ หรือหนังสือที่มีตัวอย่างข้อสอบ หรือแบบทดสอบให้ฝึกทำ ก็เป็นสิ่งจำเป็น ควรมีไว้ เพื่อฝึกทักษะการทำข้อสอบ สร้างความคุ้นเคย และเพื่อเป็นการทบทวนความรู้
10) หนังสืออิเลคทรอนิค(E-book ) รวมทั้งเนื้อหาสาระ ที่มีให้บริการบนสื่ออินเตอร์เน็ต ตามเว็บไซต์หน่วยงานราชการ สถานบัน องค์กร หรือเว็บไชต์สำหรับการเตรียมสอบโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นสื่อที่มีหลากหลาย สามารถสืบค้น หรือดาวน์โหลดข้อมูลมาเก็บไว้ได้ตลอดเวลา ที่สำคัญประหยัด ไม่ต้องซื้อหา และ ได้เนื้อหาใหม่ ทันสมัย1.2 วิธีการอ่านหนังสืออย่างไรให้เข้าใจและจำได้เร็วมีเอกสารหรือหนังสือสำหรับใช้เตรียมสอบที่มีคุณภาพและจำนวนมาก จะไม่ก่อประโยชน์อะไรใน การสอบเลยหากไม่อ่านหนังสือนั้น ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้มีความรู้ ความเข้าใจ คือ การอ่าน การเขียน การฟัง การพูดหรือการฝึกทำ เพราะคนเราจะจำหรือเข้าใจในเนื้อหาต้องใช้เรียนรู้หลายๆ วิธี ส่วนเทคนิคการค้นคว้าหรืออ่านหนังสือ มีดังนี้
1) ศึกษาหลักสูตรการสอบคัดเลือก การคัดเลือก ให้เข้าใจ และจัดหมวดหมู่ของเนื้อหา หนังสือ และวิธีการศึกษา
2) ภาคความรู้ความสามารถทั่วไป ควรศึกษาโดยวิธีฝึกทำข้อสอบ ดูเฉลยและทำความเข้าใจ เรื่องไหน ที่ยากควรทำจุดสังเกตไว้ในหนังสือหรือบันทึกสรุปวิธีการหรือหลักการหาคำตอบ ไว้ในสมุดบันทึก ใช้ทบทวนในคราวต่อไป
3) วิชาการศึกษา การบริหาร วิชาความรอบรู้ หรือการปฏิบัติงานในหน้าที่ ควรศึกษาเป็นเรื่องๆ ตามกรอบหลักสูตรสอบฯโดยใช้หนังสือหรือเอกสารหลายๆ เล่มประกอบกัน(ไม่ควรอ่านหนังสือที่ละเล่มแต่ควรอ่านที่ละเรื่อง) ทำจุดสังเกต (เน้นความสำคัญ) ไว้ในหนังสือหรือสรุปเนื้อหาไว้ในสมุดบันทึก ใช้ทบทวนในคราวต่อไป
4) วิชากฎหมายการศึกษา ควรศึกษาเฉพาะกฎหมายที่ระบุในหลักสูตรฯ ในประเด็นสำคัญและเรื่องที่ใช้ในการปฏิบัติงาน บันทึกเรื่องหรือประเด็นสำคัญเอาไว้ทบทวนในคราวต่อไป ควรฝึกทำข้อสอบจะทำให้จดจำได้ (แต่อย่าท่องข้อสอบ)
5) วิชาความรอบรู้ (ส่วนที่เป็นความเคลื่อนไหว) หรือเนื้อหาใหม่ๆ ควรศึกษา สืบค้น เนื้อหานั้นๆ ในหนังสือพิมพ์ สื่ออินเตอร์เน็ต สื่อประสมอย่างอื่น ในประเด็นสำคัญ สรุปและบันทึกสาระสำคัญเอาไว้ ฝึกทำข้อสอบวิชา หรือเนื้อหานั้น(ถ้ามี)
6) ควรวางแผนในการศึกษาหรืออ่านหนังสือทั้งในเรื่อง สถานที่ เวลา เนื้อหาวิชาตามความถนัดและความสะดวกของตนเอง เช่น สถานที่เหมาะหากเป็นเวลากลางวัน ควรเป็นที่ห้องสมุดสถาบันการศึกษา เพราะเงียบ ไม่มีเสียงรบกวน ไม่ทำให้เสียสมาธิ มีหนังสือให้ค้นคว้า มีบริการอินเตอร์เน็ตหรือสื่ออย่างอื่น เวลาที่เหมาะสำหรับอ่านหนังสือที่บ้านควรจะเป็นตอนเช้าประมาณ 04.00 -06.00 นาฬิกา เพราะเป็นเวลาที่สงบเงียบ สมองได้พักผ่อนมาแล้ว ความจดจำและความเข้าใจจะมีสูง การแบ่งเนื้อหาในการศึกษาก็เป็นเรื่องที่สำคัญและคนส่วนมากมักละเลยและให้ ความสำคัญเรื่องใดเรื่องหนึ่งเกินไป จนพบปัญหาว่าดูหนังสือไม่ทัน ไม่ครอบคลุมหลักสูตรฯ
7) นอกจากการศึกษาเอกสารแล้วสื่อเอกสารอย่างอื่นก็เป็นสิ่งจำเป็น เช่น การพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อน การสอบถามหรือปรึกษากับครู อาจารย์ หรือผู้รู้ฯ การเข้ารับการอบรมสัมมนา (ติวสอบฯ) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ในการสอบเพราะจะได้รู้ความ เคลื่อนไหว เทคนิควิธีการต่างๆ หรือการศึกษาโดยสื่อวีดีทัศน์ เทปคำบรรยาย เป็นต้น
8) การติดตามความเคลื่อนไหวทางการศึกษา สังคม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากเพราะเนื้อหาเหล่านี้จะกำหนดในหลักสูตรสอบฯ และออกข้อสอบทุกครั้ง เรื่องเหล่านี้จะไม่มีในหนังสือแน่นอนเพราะมักจะเป็นเรื่องใหม่ เหตุการณ์ปัจจุบัน วิธีการศึกษาที่ดีที่สุด คือ ติดตามข่าวสารทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือตามอินเตอร์เน็ต

1.3 จะสมัครสอบแข่งขัน หรือสอบคัดเลือก ที่ไหนดี

กรณีการสอบแข่งขัน การเลือกสถานที่หรือภูมิภาคในการสมัครสอบแข่งขันฯ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะ นั่นหมายถึง โอกาสที่จะสอบผ่านหรือขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบได้ และเมื่อได้รับบรรจุแต่งตั้งแล้วจะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นั้น อย่างน้อยก็หนึ่งถึงสองปีกว่าจะสามารถขอย้ายได้ บางคนโอกาสจังหวะไม่เหมาะอาจจะอยู่หลายปี ปัญหาต่างๆ อาจจะตามมาได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกสถานที่หรือภูมิภาคในการสมัครสอบ แข่งขัน คือ
1) จำนวน อัตราตำแหน่งวิชาเอกที่ว่างและจะเรียกบรรจุ
2) ประวัติในการบรรจุแต่งตั้งโยกย้ายของภูมิภาคนั้น เช่น จังหวัดหนองคายเคยมีประวัติเรียก บรรจุแต่งตั้งบ่อยและจำนวนมากเนื่องจากมีการโยกย้ายบ่อยทำให้ตำแหน่งว่าง เป็นต้น
3) ความสะดวกสบายหรือปัญหาที่จะตามมาเมื่อได้บรรจุแต่งตั้งแล้ว เช่น ปัญหาในเรื่องความ เป็นอยู่ อาหารการกิน ภาษาที่ใช้ การปรับตัว ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การคมนาคม เป็นต้น อนึ่ง วิธีการที่นิยมใช้กันมาก คือ สมัครสอบไว้หลายๆ ที่ (ประมาณ 2-3 ที่) แล้วค่อยตัดสินใจเลือกสนามหรือภูมิภาคสอบฯ หลังจากที่ทราบผลการมีสิทธิสอบฯ และจำนวนผู้เข้าสอบฯ ซึ่งเป็นคู่แข่งขันแล้ว ส่วนการสอบคัดเลือก คัดเลือก เช่น การสอบคัดเลือก คัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษา หรือผู้บริหารการศึกษา มักจะไม่สามารถเลือกสถานที่สอบได้ เพราะหลักเกณฑ์ได้กำหนดคุณสมบัติผู้เข้าสมัครว่าต้องเป็นข้าราชการส่วนนั้นๆ เช่น อยู่ในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษานั้นๆ( แต่เกณฑ์ใหม่ได้ปรับแล้ว สามารถไปสมัครเขตฯอื่นๆได้) แต่โดยทั่วไปมักจะเลือกเขตที่ตนเองปฏิบัติราชการอยู่ เพราะหากเลือกเขตที่อยู่ไกลออกไป ปัญหาอื่นๆน่าจะตามมา แต่หากวิเคราะห์อย่างละเอียด ถี่ถ้วนแล้ว ว่าสมัคร เขตอื่นน่าจะได้บรรจุ เพราะมีตำแหน่งว่างมาก ผู้สมัครที่เป็นคู่แข่งขันมีน้อย ปัญหาอื่นๆไม่มี มีน้อย แก้ไขได้ ก็ควรเลือกสมัครในเขต หรือภูมิภาค นั้นๆ ส่วนผู้บริหารการศึกษา ได้กำหนดให้สมัคร และสอบที่ส่วนกลางและการบรรจุตามความเหมาะสม จึงไม่สามารถเลือกสถานที่บรรจุ แต่งตั้งได้

1.4 วางแผนในการสอบอย่างไรให้ได้ผล

การวางแผนในการสอบในที่นี้ หมายถึง เมื่อได้ไปสมัครสอบฯ และมีสิทธิในการเข้าสอบแข่งขัน สอบคัดเลือก คัดเลือกแล้ว การวางแผนการสอบตั้งแต่การเดินทาง การเข้าที่พัก การไปดูสนามสอบหรือห้องสอบ การทำข้อสอบและการเดินทางกลับ ดังนี้
1) เมื่อทราบและเลือกสถานที่หรือภูมิภาคในการสอบแล้ว ควรวางแผนว่าจะเดินทางวันใด เดินทางไปกับใคร สถานที่พักที่ไหน ต้องเตรียมให้พร้อม ควรออกเดินทางไปถึงสถานที่หรือภูมิภาคสอบฯ อย่างน้อย 1 วัน เพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อน ไปดูสนามสอบฯ ส่วนสถานที่พักหากไม่มีบ้านญาติพี่น้อง ควรจองไว้แต่เนิ่นๆ เพราะถ้าจังหวัดใดหากเป็นสนามสอบฯ โรงแรมหรือที่พักในจังหวัดนั้นมักจะมีผู้เข้าพักเต็มหมดแล้ว การพักที่วัดหรือที่อื่นๆ อันไม่เหมาะสมหรือเดินทางทั้งคืนไม่ได้พักผ่อน ย่อมเป็นสิ่งไม่ดีแน่
2) เตรียมเอกสาร วัสดุ อุปกรณ์ หรือของใช้ส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง สิ่งที่จะลืมไม่ได้ คือ บัตรประจำตัวผู้เข้าสอบฯ ปากกา ดินสอ และยางลบ (ใช้สำหรับฝนหรือระบายข้อสอบ) ยารักษาโรคประจำตัว(ถ้ามี) และหนังสือหรือสรุปย่อเนื้อหาที่ได้จัดทำไว้แล้ว
3) ก่อนวันสอบจริงควรไปดูสนามสอบว่าอยู่ที่ใด จะเดินทางจากที่พักโดยเส้นทางใด ใช้เวลาเท่าไร ห้องสอบห้องใดและเลขที่นั่งสอบเท่าไร อยู่ตรงจุดไหน พักกลางวันจะไปรับประทานอาหารกลางวันที่ใด เป็นต้น
4) คืนก่อนสอบ ให้ทบทวนเนื้อหาตามหลักสูตรสอบฯ เล็กน้อย หลังจากนั้นให้รีบเข้านอน เพื่อให้ ร่างกายได้พักผ่อนให้เพียงพอ ตื่นเช้าสมองจะได้แจ่มใส ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และ ทำข้อสอบ (การอ่านหนังสือทั้งคืน โดยไม่ได้นอนเลย ไม่เป็นผลดีแน่ๆ)
5) ในวันสอบ หลังจากภารกิจส่วนตัวเรียบร้อย ควรไปถึงสนามสอบก่อนเวลาสอบ อย่างน้อย 1 ชั่วโมงเพื่อจะได้มีความพร้อม ตรวจสอบความแน่นอนของห้องสอบอีกครั้งหนึ่ง ตรวจเช็ควัสดุ อุปกรณ์ในการสอบ บัตรประจำตัวผู้เข้าสอบ ยังมีครบหรือไม่ หากไม่มี ก็จะได้มีเวลาจัดหาได้ทัน ไม่ควรพะวงกับการอ่านหนังสือหรือวิตกกังวลกับการสอบเกินไป (ลักษณะอย่างนี้พบเห็นมาก)
6) ก่อนถึงเวลาสอบประมาณ 5-10 นาที ควรตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง เข้าห้องน้ำทำภารกิจส่วนตัวให้เรียบร้อย ก่อนถึงเวลาเข้าห้องสอบและกรรมการคุมห้องสอบเรียกเข้าห้องสอบฯ
7) เมื่ออยู่ในห้องสอบให้ปฏิบัติตามระเบียบของการสอบ หรือตามที่กรรมการคุมห้องสอบชี้แจง ให้ ตั้งสติ ให้ดี มีสมาธิ และวางแผนการทำข้อสอบ (ตามหัวข้อต่อไป)

1.5 การบริหารจัดการระหว่างทำข้อสอบกรณีข้อสอบเป็นปรนัย (ชนิดตัวเลือก)

การบริหารจัดการระหว่างทำข้อสอบเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่จะทำให้การสอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ไม่คำนึงถึงจุดนี้ หากไม่ได้ฝึกมาก่อน เมื่อมาทำข้อสอบจริง ยิ่งเมื่อข้อสอบที่ทำนั้นยากหรือไม่ตรงกับที่ได้อ่านหรือเตรียมมา ยิ่งจะเกิดความตื่นเต้น โอกาสที่ทำให้ผิดพลาด ทำข้อสอบไม่ครบ (หมดเวลาก่อน) จะมีสูง การบริหารจัดการระหว่างทำข้อสอบ มีดังนี้
1) กรอกข้อมูล ในกระดาษคำตอบให้ถูกต้อง เรียบร้อย โดยเฉพาะการกรอกข้อมูลด้วยวิธีการระบายหรือฝนด้วยดินสอ (ให้ใช้สีดำ 2 ปีขึ้นไป) หลังจากกรอกข้อมูลเสร็จให้ตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งโดยเฉพาะ เลขที่ประจำตัวสอบ เพราะมีหลายต่อหลายครั้งที่ผู้เข้าสอบทำข้อสอบได้ มีความมั่นใจแต่ไม่มีชื่อในบัญชี ผู้สอบผ่าน เหตุเพราะลืมกรอกข้อมูลในกระดาษคำตอบ หรือกรอกผิดพลาดนั้นเอง
2) เปิดข้อสอบ เมื่อได้รับอนุญาตจากผู้คุมห้องสอบ ตรวจสอบความเรียบร้อยของข้อสอบว่ามีกี่ข้อ มีกี่หน้า ครบทุกหน้าหรือทุกข้อหรือไม่ หากกรรมการชี้แจงเพิ่มเติมให้ฟังและแก้ไขตาม
3) การบริหารเวลาในการสอบโดยตรวจสอบเวลาที่จะใช้ในการทำข้อสอบ แล้วคำนวณระยะเวลาในการทำข้อสอบ (โดยปกติมาตรฐานข้อสอบจะใช้เวลาทำข้อละ 1 นาที ) ให้ชำเลืองดูนาฬิกาขณะทำข้อสอบเป็นระยะ เช่น ประมาณ 10-50 ข้อต่อครั้ง ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมเวลาในการสอบ ทำให้ทำข้อสอบทันเวลาและครบทุกข้อ (จะพบบ่อยมากเมื่อหมดเวลาการทำข้อสอบแล้วแต่ยังเหลือข้อสอบอีก 20-30 ข้อ)
4) ทำข้อสอบทีละข้อ โดยอ่านคำถามและทำความเข้าใจอย่างละเอียด อ่านให้หมดคำถาม ( 2 เที่ยว) อย่ารีบเร่งตัดสินใจ แล้วค่อยวิเคราะห์ตัวเลือกแต่ละตัวเลือก ตามหลักการที่บอกไว้ เมื่อเลือกคำตอบแล้วให้กากบาทหรือระบายในช่องของกระดาษคำตอบอย่างประณีต ในกรณีที่แก้ไข เพิ่มเติมให้ทำตามคำแนะนำที่บอกไว้ในกระดาษคำตอบ ข้อสอบข้อใดที่สงสัยให้ทำจุดสังเกต เช่น ดอกจัน ไว้ที่หน้าข้อสอบในกระดาษ คำถาม โดยให้ความสำคัญ เช่น 1 ดอกจัน คือ สงสัย 2 ดอกจัน คือ สงสัยมาก เป็นต้น แต่ถึงแม้จะเป็นข้อสงสัยก็ต้องกากบาท (ฝนหรือระบาย) กระดาษคำตอบห้ามข้ามข้อ เพราะจะทำให้ไม่หลงลืมเมื่อทำไม่ทัน(เพราะหมดเวลา) หรืออาจจะทำให้สับสนกากบาทผิดข้อได้เพราะหากข้ามบางข้อ
5) ในกรณีที่ข้อสอบบางข้อยากมาก ไม่สามารถทำได้ อย่าใช้เวลากับข้อนั้นๆ นานเกินไปจนทำให้เสียเวลา (เกิน3นาที) ต้องให้ความสำคัญกับข้อสอบทุกข้อ เพราะ ข้อสอบแต่ละข้อคะแนนเท่ากันและข้อสอบ
ข้อถัดไปหรือข้อท้ายๆ อาจเป็นข้อสอบที่ง่าย จะทำให้เสียโอกาสถ้าทำไม่ทันเวลา ในกรณีเช่นนี้ก็ให้เดาตัวเลือก (ตามหลักการในหัวข้อต่อไป) ไปก่อนแต่ทำเครื่องหมายดอกจันเป็นจุดสังเกตในกระดาษคำตอบเอาไว้
6) กรณีข้อสอบที่ต้องใช้วิธีคำนวณหรือจำเป็นต้องขีดเขียนเพื่อให้เกิดความเข้า ใจ ให้ขีดเขียนลงในกระดาษคำถามได้ (อย่าใส่ใจกับข้อห้ามที่บอกว่าห้ามขีดเขียนใดๆ ลงบนข้อสอบ เพราะนั่นไม่ใช่ทุจริต)
7) เมื่อทำข้อสอบครบทุกข้อแล้ว หากยังเหลือเวลาอย่าเพิ่งรีบออกจากห้องสอบ ให้กลับมาทบทวนข้อที่ยากหรือยังทำไม่ได้ โดยสังเกตจากข้อทำเครื่องหมายดอกจันเอาไว้
8) ให้ทำข้อสอบจนหมดเวลา อย่าปล่อยเวลาให้เสียไป เพราะ เวลาทุกนาทีมีค่าสำหรับผู้เข้าสอบ
9) เมื่อใกล้จะหมดเวลาสอบ (จะมีประกาศเสียงตามสายหรือกรรมการคุมห้องสอบบอก เช่น เหลือเวลา 5 นาที) ให้ตรวจสอบกระดาษคำตอบอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับการกรอกชื่อ สกุล รหัสหรือเลขประจำตัวผู้เข้าสอบ การลงลายมือชื่อผู้เข้าสอบ (ถ้ามี) ได้ตอบข้อสอบ (กากบาทฝนหรือระบายดินสอ) ทุกข้อหรือไม่
10) หากใกล้หมดเวลาสอบแล้วยังทำไม่เสร็จ หรือข้อสอบจำนวนมาก ให้ใช้วิธีการเดา (รายละเอียดใน หัวข้อถัดไป) และเผื่อเวลาไว้ 1-2 นาที เพื่อตรวจสอบตามที่กล่าวในข้อ 8

1.6 การบริหารจัดการระหว่างทำข้อสอบกรณีข้อสอบเป็นอัตนัย (อธิบาย)

ข้อสอบประเภทอัตนัย (อธิบาย) ไม่ค่อยพบในการสอบแข่งขัน คัดเลือกในหลักสูตรสอบ(ภาคข้อเขียน)ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะผู้เข้าสอบจำนวนมาก ไม่สะดวกในการตรวจข้อสอบ ความแปรปรวน หรือความคาดเคลื่อนจะมีสูง อาจเป็นช่องทางให้มีการทุจริตได้ ดังนั้นจึงไม่นิยมกัน แต่ข้อสอบประเภทนี้นิยมใช้ออกในการสอบคัดเลือกที่ผู้เข้าสอบจำนวนน้อยและมี จุดประสงค์เพื่อวัดความรู้ความสามารถ วิสัยทัศน์ หรือแนวทางอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น คัดเลือกผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารระดับสูง หรือบุคลากรทางการศึกษา ระดับหัวหน้ากลุ่มหรือหัวหน้างาน เป็นต้น แต่อย่างไรก็แล้วแต่ก็ต้องเตรียมไว้เผื่อมีโอกาสต้องใช้ ดังนี้
1) ตรวจสอบดูว่าข้อสอบมีกี่หน้า คำถามครบทุกข้อหรือไม่
2) อ่านคำชี้แจงให้เข้าใจ โดยเฉพาะประเด็นให้ทำกี่ข้อ การกำหนดจำนวนหน้าของกระดาษคำตอบ
3) ให้ทำข้อที่ง่ายก่อน เพราะ หากทำตามลำดับข้ออาจใช้เวลาในการคิดข้อแรกๆ นานเกินไป ทำให้เสียเวลา อาจหมดเวลาก่อน ในขณะที่ข้ออื่นอาจง่ายและใช้เวลาในการทำน้อยกว่า
4) เมื่อเลือกข้อที่จะทำก่อนหลังแล้ว ให้อ่านคำถามให้ชัดเจนถึงประเด็นคำถามว่า ถามอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร แต่ส่วนมากคำถามมักจะถามถึงอะไร(ความหมาย ความสำคัญ ประโยชน์) และหรืออย่างไร (การดำเนินการ ปัญหา อุปสรรค) จะนำไปประยุกต์ใช้อย่างไร หรือคาดผลที่จะเกิด แนวทางการแก้ปัญหา ตัวอย่างคำถาม เช่น หมายถึงอะไร จะดำเนินการอย่างไรให้อธิบายพอสังเขป ให้บอกขั้นตอนดำเนินการโดยละเอียด การนำไปใช้ในการทำงานได้อย่างไร จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร เป็นต้น
5) วางกรอบหรือทิศทางของคำตอบว่าจะตอบอะไรก่อนหลัง ควรอธิบายให้ชัดเจน กะทัดรัด แต่ตรงประเด็นมากที่สุด ไม่ควรบรรยายแบบน้ำท่วมทุ่ง เพื่อให้ได้คำตอบมากๆ ครบจำนวนหน้ากระดาษเท่านั้น
6) กรอบของคำตอบ การอธิบายโดยทั่วไปจะเริ่มต้นที่เกริ่นนำ รายละเอียดของเรื่อง และการสรุป โดยส่วนที่เป็นรายละเอียดให้นำหลักการ ทฤษฎีมาประกอบการอธิบายความหมาย ความสำคัญหรือความเป็นมา การดำเนินการ (โดยใช้หลักการ ทฤษฎีประกอบ) ผลของการดำเนินการ ปัญหาอุปสรรค หรือข้อเสนอแนะ
7) การอธิบายถึงโครงการหรือชิ้นงานที่ดีเด่นหรือภูมิใจ ควรเริ่มจากความเป็นมา หลักการทฤษฎี รายละเอียดการดำเนินการ ผลการดำเนินงาน ประโยชน์ที่ได้หรือการนำไปประยุคใช้ ปัญหา อุปสรรคหรือข้อเสนอแนะ (ถ้ามี)
8) ความจำเป็นอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญของการตอบข้อสอบแบบบรรยาย คือ การเขียน ต้องเขียนอย่างบรรจง ประณีตที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะ อย่าลืมว่าข้อสอบประเภทนี้ใช้คนตรวจ หากอ่านง่ายก็จะเป็นการอำนวยความสะดวกต่อผู้ตรวจ ถึงแม้จะตอบไม่ตรงประเด็น แต่เชื่อว่าน่าจะดีกว่าตอบอย่างดีเยี่ยมแต่เขียนหนังสือหวัด อ่านไม่ออก เวียนหัว จะทำให้เสียคะแนนเปล่าๆ

1.7 การปฏิบัติตัวหลังจากสอบเสร็จ

เมื่อสอบเสร็จในแต่ละวิชาโดยส่วนมากจะกำหนดเป็นภาคเช้าและภาคบ่าย ภาคละวิชา เพื่อให้ผู้เข้าสอบได้มีเวลาเตรียมตัวหลังจากสอบเสร็จภาคเช้า เมื่อออกจากห้องสอบผู้เข้าสอบก็จะจับกลุ่มพูดคุยกันถึงเรื่องข้อสอบและการทำ ข้อสอบเป็นธรรมดา โดยสาระอาจสอบถามถึงข้อสอบข้อนั้นข้อนี้ตอบอย่างไร คนนั้นอาจจะตอบข้อนั้น คนนี้ตอบข้อนี้ ข้อนั้นตอบถูก สอบได้แน่นอน คนนี้ตอบผิดคงตก หรือทำข้อสอบไม่ได้แย่แน่ๆ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการสอบ แต่อย่าไปใส่ใจหรือวิตกกังวลมากนัก เพราะได้สอบไปแล้ว ควรทำใจให้สบายถ้าหากเรามั่นใจและเตรียมตัวมาอย่างดี เราต้องสอบได้แน่ๆ คนที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าเราตอบผิด หรือตนเองตอบถูกหมด อาจจะไม่มีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านก็ได้ ทั้งนี้เพราะคนทำข้อสอบไม่ใช่คนออกข้อสอบ ข้อสอบวิเคราะห์ ผู้ตอบอาจมองคนละมุมกับผู้ออกก็ได้ หรือผู้ตอบยังมีความรู้ไม่พอสำหรับข้อสอบนั้นๆ จึงคิดว่าตนเองทำถูก ทั้งที่จริงไม่ใช่ และมักพบเห็นอยู่เสมอว่า คนที่บอกว่าตนเองสอบได้แน่แต่สุดท้ายสอบตก ไม่มีชื่อในบัญชีเลย สิ่งที่ดีที่สุดเมื่อสอบเสร็จ หากเป็นเวลาพักเที่ยงควรรีบไปรับประทานอาหารกลางวันให้อิ่มและพักผ่อน เพื่อเตรียมสอบในภาคบ่ายต่อไป หากสอบเสร็จภาคบ่ายและมีการสอบในวันต่อไป ควรกลับไปพักผ่อน เพื่อเตรียมตัวสอบในวันถัดไป

+ แบบฟอร์มสำหรับรายงานสมรรถนะทางการศึกษา
+

 

มุมเพลงโปรด 好きな歌 コーナー






ภาพยนต์เด่น Iron Man: Extremis Motion Comic Ep. 4 Clips

อาหารญี่ปุ่น How to make ジャージャー麺 Sweet & spicy noodle


ฝึกทักษะเกมที่นี่ค่ะ :)

Many Thank for this …. ref web…http://study.u-biq.org/english.html

About these ads

เกี่ยวกับ kobrs

Ratchasima Wittayalai Schoool

Posted on มิถุนายน 3, 2011, in สอบบรรจุ ครู ผู้บริหาร. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 276 other followers

%d bloggers like this: